“เป็นผู้นำด้านการผลิตปูนขาวและแปรรูปแร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ด้วยการส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าหลัก คือ ปูนขาว หรือ แคลเซียมออกไซด์ (Calcium Oxide) และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide บริษัทมีโรงงานผลิต จำนวน 4 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี และสระบุรี

บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน)
89 อาคารคอสโม ออฟฟิต พาร์ค ชั้น 6 ยูนิตเอช
ถนนป๊อบปูล่า ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
เมนูการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านสังคม

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านสังคม

Sustainability

การพัฒนาที่ยั่งยืน

นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสังคม หรือสิ่งแวดล้อม

Document Download

ดาวน์โหลดเอกสาร

Tax Code of Conduct

นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสังคม หรือสิ่งแวดล้อม

“นวัตกรรม” คือ การสร้างสรรค์เชิงบวกเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ในเชิงสินค้า บริการ กระบวนการ ขั้นตอนการทำงาน ทั้งที่เป็นเรื่องใหม่ การพัฒนาต่อยอด หรือปรับปรุงเพิ่มเติมให้ดีขึ้น

โดย “นวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม” คือ ผลลัพธ์จากการมีนวัตกรรมที่นอกจากจะสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังสร้างคุณค่าต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม โดยมีแนวทางดำเนินการดังนี้

  1. การให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม และ/หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย
  2. การมีส่วนสร้างคุณค่าต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อมโดยสามารถระบุเชิงปริมาณที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมที่ดำเนินการ ทั้งในเชิงมูลค่าทางธุรกิจ และคุณค่าทางสังคม และ/หรือสิ่งแวดล้อม
  3. การเปิดเผยนวัตกรรมทางธุรกิจและสังคม และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียภายนอกองค์กรได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ

บริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำในการผลิต จัดจำหน่าย ปูนขาว และแคลเซียมคาร์บอเนต และมีนโยบายการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต การจัดการองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ส่งเสริมธุรกิจทั้งกับของบริษัท และกับคู่ค้า ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนทั้งต่อ สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสีย
จากรางวัลการพัฒนาเตาเผาปูนขาวภายใต้ Brand EOD Lime Kiln ในปี 2018 ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาขับเคลื่อนธุรกิจด้านวิศวกรรมการออกแบบภายใต้การดำเนินการโดยบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท โกลเด้น ไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งได้ผลตอบรับเชิงพาณิชย์ ตามโครงการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ซึ่งได้จำหน่ายไปแล้วรวม 3 โครงการ รวมถึงโครงการการขยายเครื่อข่ายการผลิตของตนเองในสาขาห้วยป่าหวายจากการก่อสร้าง EOD lime kiln (K.7) รวมเป็น 4 เตาใน Brand EOD Lime Kiln ซึ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้มีการพัฒนาขึ้น ซึ่งผลลัพธ์จากการพัฒนาด้านธุรกิจวิศวกรรมและการพัฒนาด้านเทคโนลียีและนวัตกรรม คงส่งผลสืบเนื่องต่อไปสำหรับโครงการในอนาคตสำหรับความสามารถและศักยภาพที่บริษัทจะนำไปต่อยอดกับโครงการขยายกำลังการผลิตของบริษัทในอนาคต รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการสร้างทีมบุคลากรภายในองค์กรเพื่อลดการพึ่งพา หรือสามารถส่งเสริมต่อการพัฒนาปรับปรุงต่อกระบวนการในกระบวนการผลิตของกลุ่มบริษัท ของลูกค้า และของคู่ค้าภายใต้แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ
บริษัทมีการส่งเสริมเพื่อสร้างธุรกิจและองค์กร เพื่อสร้างศักยภาพในการเป็นองค์ประกอบแห่งนวัตกรรม ซึ่งมีหลักแนวทางในการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ประกอบไปด้วย 5 มิติที่สำคัญ ดังนี้

มิติที่ 1 มิติด้านยุทธศาสตร์ (Strategic Dimension)

ให้ความสำคัญกับมุมมองความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายด้านวัตกรรมรวมถึงกลยุทธ์การถ่ายทอดเป้าหมายด้านนวัตกรรมสู่หน่วยงานภายในให้เข้าใจถึงความสำคัญและสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนานวัตกรรมได้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงธุรกิจขององค์กร

มิติที่ 2 มิติด้านโครงสร้างและกระบวนการ (Structure)

ให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ในการเรียนรู้และสร้างประโยชน์ร่วมกับพันธมิตรเชิงธุรกิจรวมถึงรูปแบบการร่วมมือในการดำเนินงาน การสื่อสารระหว่างบุคลากร และการกระจายอำนาจด้านการบริหารและดำเนินการภายในองค์กร

มิติที่ 3 มิติด้านการสนับสนุน (Support)

ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านการเงิน เวลา เทคโนโลยี รวมถึงการสร้างและการกระจายความรู้พร้อมทั้งทักษะให้แก่บุคคลที่อยู่ในกระบวนการจัดการนวัตกรรม

มิติที่ 4 มิติด้านบรรยากาศ (Climate)

ให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสนับสนุนให้เกิดมุมมองและความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงของลักษณะงานในหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร โดยมุ้งเน้นการพัฒนารูปแบบการวัดผลการประเมิณศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กร

มิติที่ 5 วัฒนธรรมขององค์กร นวัตกรรม (Culture)

เน้นการกระตุ้นให้พนักงานในองค์กรคิดนอกกรอบและมุ่งเน้นให้มีการสร้างสรรคแนวความคิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย กล้าที่ยอมรับความเสี่ยง และสามารถยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานวัตกรรม โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ มีการยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อติชมจากพนักงาน และการโต้เถียงกันอย่างมีเหตุผล พร้อมทั้งกระบวนการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

SUTHA มีการพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและเป็นไปตามเป้าหมายนวัตกรรมการผลิตเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างฐานลูกค้าที่มีความหลากหลาย การยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า และการขยายโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บริษัทมุ่งดำเนินการควบคู่ไปกับการพิจารณาผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

กลยุทธ์ที่สำคัญ: บริษัทมุ่งเน้นการส่งเสริมนวัตกรรมและการขยายขอบเขตของอุตสาหกรรมการผลิตที่มีอยู่เดิม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทดแทนผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมรูปแบบการบริโภคที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ บริษัทดำเนินกลยุทธ์ผ่านการได้มาซึ่งสินทรัพย์ การพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทางและกิจกรรมทางธุรกิจ ดังนี้:

1. การพัฒนาธุรกิจ : โดยบริษัทประเมินโอกาสทางการตลาดควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิตที่มีอยู่เดิม รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการใหม่ เพื่อเปิดตลาดสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ธุรกิจใหม่ หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทั้งนี้ โครงการหลักที่ได้พัฒนา ได้แก่:

  • โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนในอุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเหล็ก โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้พัฒนา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โดไลม์ (Dolime)
  • โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนขาวสำหรับอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา เป็นโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนขาวให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตอิฐมวลเบา โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้พัฒนา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปูนขาวเกรด AAC
  • โครงการ Soil Stabilizer เป็นโครงการพัฒนาธุรกิจในการนำผลิตภัณฑ์มาใช้เพื่อปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงของดิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนา โดยมุ่งเน้นการประเมินโอกาสและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การสำรวจช่องทางเชิงพาณิชย์ การพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาสูตรและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาในระดับระยะกลางถึงระยะยาว

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์: โดยผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา บริษัทมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตเดิม และ/หรือการลงทุนในโครงการใหม่ โดยอาศัยองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม การออกแบบ รวมถึงการบริหารจัดสรรเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เป็นไปตามเป้าหมายทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทได้พัฒนาและเริ่มจำหน่ายแล้ว ได้แก่:

  • ผลิตภัณฑ์โดไลม์
  • ผลิตภัณฑ์ปูนขาว Milled lime (Hard Burnt) สำหรับอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา หรือ AAC

การดำเนินโครงการเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มระดับความพึงพอใจของลูกค้า และเสริมสร้างศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

โครงการพัฒนาที่สำคัญที่ส่งเสริมการขยายและขอบเขตนวัตกรรมใหม่เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของไทย

SUTHA มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างสมดุล เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้แก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการนำปูนขาวมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพและความแข็งแรงของดิน หรือโครงการ “Soil Stabilization”
ทั้งนี้ บริษัทตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพดินซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศ จากการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าดินในหลายพื้นที่มีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติทางวิศวกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคง ความทนทาน และอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงดินเข้ามาประยุกต์ใช้มีความสำคัญและเป็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

  1. เสถียรภาพของดินเหนียวมีค่าต่ำ โดยมีค่าการรับน้ำหนักไม่เพียงพอสำหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพดินในพื้นที่ก่อนการก่อสร้าง ทั้งนี้ ดินเหนียวดังกล่าวพบได้โดยทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลางและบางพื้นที่ของภาคใต้
    เนื่องจากประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง ประกอบกับระดับน้ำใต้ดินในบางพื้นที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ดินเหนียวมีปริมาณความชื้นสะสมในเนื้อดินในอัตราส่วนที่สูง หากพื้นที่ที่มีสภาพเป็นดินเหนียวไม่ได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขอย่างเหมาะสม มักจะก่อให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของดินเกินกว่าค่าที่กำหนด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐาน และอาจนำไปสู่ความเสียหายของโครงสร้างที่อยู่เหนือระดับดิน
  2. ดินเค็ม สภาพดินดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ โดยทั่วไปมักพบดินเค็ม หรือดินที่มีปริมาณคลอไรด์หรือซัลเฟตในระดับสูงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ที่มีการเชื่อมต่อหรืออยู่ใกล้ชายทะเล ปัญหาดังกล่าวสามารถสังเกตได้จากการเกิดการกัดกร่อนหรือสนิมในโครงสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
    โดยแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวมักดำเนินการผ่านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติทนทานต่อคลอไรด์หรือซัลเฟต หรือการปรับปรุงคุณภาพดินในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างก่อนการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของดินและลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของโครงสร้างในระยะยาว
  3. ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนวัสดุที่ใช้สำหรับงานก่อสร้าง โดยในปัจจุบันบางพื้นที่เริ่มประสบกับภาวะที่วัสดุใหม่ซึ่งผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทางวิศวกรรมมีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์ข้อกำหนดของงานก่อสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ประโยชน์ของการพัฒนาโครงการ Soil Stabilization

SUTHA ประเมินว่าการพัฒนาธุรกิจด้านการปรับปรุงเสถียรภาพของดินสำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเลือกใช้ปูนขาวและปูนขาวไฮบริดเป็นวัสดุหลัก จะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนี้

  1. ปรับปรุงคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความสามารถในการรับน้ำหนักของดินก่อนการก่อสร้าง ส่งเสริมความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
  2. ลดต้นทุนการจัดหาวัสดุก่อสร้างจากแหล่งธรรมชาติโดยสามารถนำวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่โครงการ ซึ่งเดิมอาจไม่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนด สู่การปรับปรุงด้วยปูนขาวหรือปูนขาวไฮบริด เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ในงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดกิจกรรมการขนส่งวัสดุก่อสร้างจากแหล่งภายนอกมายังพื้นที่โครงการ ซึ่งช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  4. เพิ่มความปลอดภัยในงานก่อสร้างการลดปริมาณการขนส่งและการเคลื่อนย้ายวัสดุจากแหล่งธรรมชาติ ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและเพิ่มระดับความปลอดภัยภายในพื้นที่โครงการ
  5. เพิ่มความทนทานและความยั่งยืนของโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างที่ผ่านการปรับปรุงเสถียรภาพของดินด้วยปูนขาวและปูนขาวไฮบริด จะมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในระยะยาว

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

จากการศึกษาข้อมูลและงานวิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงเสถียรภาพของดินด้วยปูนขาวหรือปูนขาวไฮบริดในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัด เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนานวัตกรรมด้านนี้ SUTHA ได้ลงนามในความร่วมมือกับคณะอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และศึกษาการประยุกต์ใช้ปูนขาวและปูนขาวไฮบริดในการปรับปรุงเสถียรภาพของดิน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการสรุปผลงานวิจัย