“เป็นผู้นำด้านการผลิตปูนขาวและแปรรูปแร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ด้วยการส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าหลัก คือ ปูนขาว หรือ แคลเซียมออกไซด์ (Calcium Oxide) และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide บริษัทมีโรงงานผลิต จำนวน 4 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี และสระบุรี
บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท และในปี 2548 กิจการเพิ่มทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วเป็น 90 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 กิจการได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลท.”) โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 375 ล้านบาทและทุนชำระแล้ว จำนวน 362.39 ล้านบาท
แต่งตั้ง นายสาธิศ กุมาร ปุชปาราช เป็นกรรมการผู้จัดการ (ตามแผนสืบทอดและข้อเสนอผู้ถือหุ้นหลัก) มีผล 1 กรกฎาคม 2568; โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 สิงหาคม 2568 ได้อนุมัติการแต่งตั้งการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ รวมถึงการแต่งตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารในกลุ่มบริษัท ได้แก่ กรรมการผู้จัดการ บจ.หินอ่อน; กรรมการ/กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/กรรมการบริหาร ของ บมจ.สุธากัญจน์, บจ.หินอ่อน, และ บจ.โกลเด้นไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง และดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและกำกับการพัฒนาความยั่งยืน ของ บมจ.สุธากัญจน์
โอนการกำกับสายปฏิบัติการจากรองกรรมการผู้จัดการ (พ้นตำแหน่ง 18 กันยายน 2568) ให้รายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการ และแต่งตั้งผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม การลงทุน และกระบวนการเพื่อรับรับผิดชอบดูแลในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ
รวมโครงสร้างกำกับดูแลและการบริหารเข้าสู่กรอบของ บมจ.สุธากัญจน์ โดย
จัดโครงสร้างแบบ Customer-Centric ดูแลงานโลจิสติกส์ ควบคุม/รับประกันคุณภาพ และวางแผนการผลิต เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และการส่งมอบลูกค้า
ควบรวมการซ่อมบำรุงของ บมจ.สุธากัญจน์ และ บจ.หินอ่อน ดูแลเครื่องจักรตามแผนบำรุงรักษา ครอบคลุมสาขา ช่องสาริกา, ห้วยป่าหวาย, พระพุทธบาท และกระบวนการผลิต GCC
รายละเอียดตามที่ปรากฎตามผังโครงสร้างองค์กรและการกำกับดูแลการการ สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568

SUTHA และบริษัทย่อยดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อสร้างแหล่งทรัพยากรที่มั่นคง โดยได้รับอนุญาตทำเหมืองหินปูนจากแหล่งเขาขาว จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับกระบวนการเตาเผา ประทานบัตรดังกล่าวออกให้แก่ บริษัท หินอ่อน จำกัด (บริษัทย่อย) ที่ SUTHA เข้าลงทุนในปี 2563 และต่ออายุประทานบัตรสำเร็จในเดือนตุลาคม 2566 ขยายเวลาอีก 20 ปี นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ยื่นคำขอขยายขอบเขตสัมปทานเหมืองเพื่อเพิ่มปริมาณวัตถุดิบ และพิจารณาทำสัญญาจัดซื้อหินปูนจากแหล่งอื่นที่ได้รับอนุญาต เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของลูกค้าและเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว
บริษัทจัดหาวัตถุดิบเชื้อเพลิงจากผู้จำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ โดยนำเข้า Petcoke คุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในเครือข่าย เพื่อบริหารต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง สอดคล้องกับนโยบายสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำคัญ
ในปี 2567–2568 การผลักดันเพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีการพัฒนา เช่น โดไลม์ และ ปูนขาวสำหรับอิฐมวลเบา ยังไม่บรรลุสู่เป้าหมายเนื่องด้วยผลกระทบจากความซบเซาในอุตสาหกรรมเหล็กและก่อสร้าง แม้ยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ยังไม่สามารถขยายผลตามแผนและเป้าหมายด้านเศรษฐกิจจากผลกระทบเนื่องจากเศรษฐกิจโลกซึ่งมีการชะลอตัว แต่เป้าหมายการขับเคลื่อนในการผลิตและจำหน่ายเพื่อสร้างโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้มีการพัฒนายังคงต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 บริษัทดำเนินการเพื่อปรับปรุงกระบวนการบดอัดก้อนผลิตภัณฑ์โดไลม์รวมถึงขยายกระบวนการโดยมีการลงทุนติดตั้งเครื่องบดอัดก้อน (Briquetting Machine) เครื่องที่ 2 เพื่ออัดก้อนสินค้าคงคลังโดไลม์เพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด
บจ.หินอ่อนลงทุนกว่า 50 ล้านบาท ในการติดตั้งกระบวนการผลิต GCC โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายจากฐานลูกค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ (Trump Tariff) ที่เพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าบางประเภท ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ซื้อสูงขึ้นและลดการสั่งซื้อ ส่งผลกระทบต่อยอดขายและการใช้กำลังการผลิตไม่เป็นไปตามแผน

ระหว่างปี 2567–2568 บริษัทลงทุนกว่า 50 ล้านบาทในการติดตั้งโรงงานและกระบวนการผลิต GCC เพื่อรองรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เคมี สีและสารเคลือบ ยาง และอาหารสัตว์ โดยโครงการแล้วเสร็จในปี 2568 เพื่อสร้างฐานการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ GCC ของบริษัทย่อย และขับเคลื่อนเป้าหมายในการความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์แคลเซียมผง_GCC ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ บจ.หินอ่อนซึ่งเป็นบริษัทย่อย
จากโครงการลงทุนที่พัฒนาขึ้นในปี 2567 โดยมีเป้าหมายในการขยายกำลังการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์ GCC จากเดิมมีกำลังการผลิต 60,000 ตัน โดยมีการลงทุนในการติดตั้งเครื่องจักรและกระบวนการต่าง ๆ เพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับปริมาณการผลิตสูงสุด 120,000 ตัน ซึ่งการก่อสร้างและลงทุนแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยในปี 2568 และสามารถทำการผลิตเพื่อการจำหน่ายสินค้าในกลุ่ม GCC โดยมีปริมาณการผลิตพร้อมเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุปทานปูนขาวในประเทศสูงกว่าอุปสงค์ SUTHA จึงชะลอโครงการขยายกำลังการผลิตปูนก้อน และมุ่งลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม
บริษัทพัฒนากระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น โครงการ High-Performance Mill Lime สำหรับอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา โดยใช้เตาเผาแบบ Two Vertical Shaft Kiln ขนาด 150 TPD ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีจาก Carmeuse มาปรับใช้ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อผลิตปูนขาวที่มีคุณสมบัติเฉพาะตามความต้องการของลูกค้า พร้อมพัฒนาต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้


บริษัทได้พัฒนา เตาเผาปูนขาวแบบ Parallel Flow Regenerative (PFR) Technology EOD™ ขนาดกำลังการผลิต 150 TPD โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรและพลังงานสูงสุด ผ่านการต่อยอดเทคโนโลยี PFR ซึ่งเป็นเตาเผาปูนขาวแนวตั้ง 2 ปล่อง โดยแบ่งกระบวนการเผาออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่
เทคโนโลยี PFR ใช้หลักการหมุนเวียนความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเผาไหม้ (Waste Gas) จากปล่องที่กำลังเผา กลับไปยังปล่อง Preheating Zone เพื่อใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสียความร้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้
การพัฒนานี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้พลังงานและเชื้อเพลิง พร้อมควบคุมคุณภาพปูนขาวให้สม่ำเสมอด้วยการกระจายความร้อนที่แม่นยำจากระบบหมุนเวียนภายในเตา
โครงการเชิงพาณิชย์: เทคโนโลยี EOD Lime Kiln ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการ Kurnia 2 ตามสัญญา Purchase Agreement โดยบริษัท โกลเด้น ไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (GLE) ซึ่งดำเนินการติดตั้ง ตรวจสอบ และเดินระบบการผลิตเรียบร้อยแล้ว
แนวทางการพัฒนาและปรับโครงสร้าง: เนื่องจากข้อจำกัดการเติบโตของตลาดเตาเผา GLE จึงปรับแผนงานโดยเน้นการพัฒนากระบวนการภายในและการลงทุน เช่น
การผนวกทีมวิศวกรรมเครื่องกลและไฟฟ้ากับฝ่ายผลิตช่วยเสริมศักยภาพในการปรับปรุงกระบวนการและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2568 มีการพัฒนาด้านกระบวนการผลิตสินค้าไฮเดรตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการลงทุนโครงการ Replace hydrated lime Classifier ซึ่งเริ่มโครงการในปี 2567 และดำเนินการลงทุนแล้วเสร็จ ด้วยมูลค่าการลงทุน รวม 6.6 ล้านบาท เพื่อพัฒนากระบวนการในการผลิตสินค้าไฮเดรต ให้มีคุณสมบัติด้านขนาดและความละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการ
โดยพิจารณาความสำคัญและความจำเป็นในการลงทุนในการตอบสนองต่อเป้าหมายและกลยุทธ์การมุ่งเน้นลูกค้า สำหรับโครงการลงทุนในเครื่องจักรหลักตามโครงการจะมีการติดตั้งเครื่อง Classifier สำหรับปรับขนาดของปูนไฮเดรตให้มีความละเอียดมากขึ้น โครงการใช้ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน ดำเนินการโดยฝ่ายงานวิศวกรและโครงการ ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2568

วัตถุประสงค์:
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมฝุ่นจากกระบวนการผลิตและลดปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำจากระบบควบคุมฝุ่นระบบเปียกที่ต้องใช้น้ำสำหรับระบบทำความสะอาดปริมาณสูง โดยการเปลี่ยนระบบดักจับฝุ่นจาก Wet Scrubber มาเป็น Baghouse Filter ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการกรองฝุ่นละเอียดและลดการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม มูลค่าโครงการ 15 ล้านบาท ครอบคลุมการจัดซื้อและติดตั้ง Baghouse Filter พร้อมอุปกรณ์ประกอบ
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ:
โครงการนี้ช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามแนวทางของ ESG และส่งเสริมต่อเป้าหมายองค์กรโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมชุมชน พร้อมทั้งลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการตรวจสอบเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์:
เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และลดต้นทุนการขนส่ง โดยการเปลี่ยนจากเครื่องจักรที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็น รถตักไฟฟ้า (EV Front Loader) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรด้านการจัดการพลังงาน โดยมูลค่าโครงการรวม 11.26 ล้านบาท ครอบคลุมการจัดซื้อรถตักไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ:
โครงการนี้สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนและส่งเสริมตามแนวทางการจัดการพลังงานที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นความรับผิดชอบต่อกระบวนการโดยให้ความสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งลดต้นทุนในระยะยาว
ในปี 2568 บจ.หินอ่อนได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการกำกับดูแลและบริหารจัดการด้านคุณภาพให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO 9001 โดยได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการคุณภาพสำหรับระบบการผลิตผลิตภัณฑ์หินอ่อน เหมืองหินอ่อน รวมถึงกระบวนการผลิตแคลเซียมคาร์บอเนตผง (GCC) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับคุณภาพสินค้าและการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจแก่ลูกค้า

การเติบโตอย่างยั่งยืน: รักษาการเติบโตและคงความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาวเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อผู้มีส่วนได้เสีย
ในปี 2568 บริษัทไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตและกำไรตามแผน เนื่องจากราคาขายปรับลดจากการแข่งขันเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ตัวชี้วัดทางการเงินและรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม SUTHA ยังคงบริหารความเสี่ยงและดำเนินแผนพัฒนาเพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน รักษาฐานตลาด และคงความสามารถทำกำไร โดยเน้นการลดต้นทุนผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงด้วยการจัดซื้อจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพและมั่นคง
สร้างและบูรณาการการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกบริษัทภายใต้การบริหารจัดการ โดยมีระบบและกระบวนการควบคุมภายในที่แข็งแกร่ง และการบริหารความเสี่ยงที่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

จากเป้าหมายในการพัฒนาระบบและกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดรับการพัฒนาด้านความยั่งยืนโดยมีมาตรฐานและกระบวนการที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านตัวชี้วัดในการเข้าร่วมประเมินผลและจัดลำดับด้านความยั่งยืน

บริษัทได้รับการประเมิน ESG Rating ในปี 2568 โดยคงระดับการบริหารจัดการที่ดีในระดับ “AA” พร้อมทั้งมีการปรับปรุงค่าเฉลี่ยการดำเนินงานในภาพรวม โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อมที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นจากปีก่อน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

บริษัทได้รับผลการประเมินคะแนน CGR (Corporate Governance Report) ในระดับสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนถึงการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเคร่งครัด ภายใต้เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านธรรมาภิบาล การบริหารจัดการอย่างโปร่งใส และการยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

บริษัทได้รับการประเมินจากโครงการจัดอันดับความยั่งยืน ติดอันดับ 3% แรกในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในอุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ ปูนขาว และปูนฉาบ ตามการจัดอันดับของ EcoVadis บริษัทฯ มีผลงานโดดเด่นในด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (1% แรก) แรงงานและสิทธิมนุษยชน (2% แรก) จริยธรรม (2% แรก) และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (10% แรก) โดยได้รับคะแนนเฉลี่ย 81/100 สำหรับความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความปลอดภัย อาชีวอนามัย สุขภาพ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งในสถานประกอบการ ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย
SUTHA ได้รับรางวัล International Lime Association & Vision Zero 2025 Safety Award สาขาวัฒนธรรมการป้องกันอุบัติเหตุ จากความมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยในสถานที่ทำงานและโครงการ ‘5 Layers Safety Patrol’ เพื่อยกย่องวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงรุกของ SUTHA และการทุ่มเทอย่างต่อเนื่องในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในที่ทำงานจนเป็นศูนย์
ในปี 2568 บริษัทยังคงบรรลุเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุในส่วนการจัดการด้านความปลอดภัย โดยลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานเป็นศูนย์

ส่งเสริมโอกาสการจ้างงานที่เท่าเทียม การจ้างงานบุคลากรท้องถิ่น ความเสมอภาค และการดำเนินการภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ภายใต้โครงการด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งมีการพัฒนาในการรับสวัสดิการต่าง ๆ เช่นการเพิ่มอัตราเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงให้กับพนักงาน รวมถึงกำหนดระยะเวลาพนักงานในการรับสิทธิประโยชน์จากพนักงานที่มีอายุงาน 5 ปี เหลือ 1 ปี และการปรับสิทธิประโยชน์วันหยุดสำหรับพนักงานตามอายุงาน และเพิ่มจำนวนวันหยุดสำหรับให้สิทธิการลาหยุดประจำปีสำหรับพนักงานตามจำนวนอายุงาน เป็นต้น
ส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะ เพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพของบุคลากรในการพัฒนาองค์กร โดยกำหนดโปรแกรมการอบรมให้กับพนักงาน และการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดรายบุคคลเพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรมตามชั่วโมงการอบรมตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงพนักงานที่เป็นผู้ใช้สารสนเทศภายในองค์กรที่มีการกำหนดและทดสอบความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกัยภัยคุกคามทาง Cyber ภายโปรแกรมทดสอบและการกำหนดหลักสูตรการอบรมอัตโนมัตหากระบบตรวจพบผลการประเมินที่อาจมีความเสี่ยงจากการขาดความระมัดระวังสำหรับผู้ใช้งานระบบ ซึ่งโปรแกรมจะทำการลงทะเบียนและจัดหลักสูตรการอบรมเพื่อแจ้งเตือนให้กับพนักงานเพื่อเข้ารบการอบรม
พัฒนาการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กร ธุรกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนภายใต้แคมเปญ 4 พฤติกรรมหลักองค์กร ( 4 Behaviors ) ได้พัฒนาให้เกิดการเข้ามีส่วนในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการสร้างสรรค์และระดมความคิดเห็นอย่างจริงใจ การมีส่วนร่วม ความรู้สึกในการความเป็นเจ้าขององค์กรร่วมกันเพื่อฟันผ่าอุปสรรคและรับผิดชอบงานในหน้าที่โดยใช้ Passion และอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญมุ่งเสริมให้เกิดคุณค่าภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนเพื่อให้ธุรกิจขององค์กรสามารถส่งต่อคุณค่าเพื่อลูกค้า ผู้มีส่วนได้เสีย อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
จัดการกระบวนการเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินการในการกำหนดมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบและความเสี่ยงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกี่ยวข้อง การจัดการขยะของเสีย ลดปริมาณเศษซาก หรือวัสดุที่ต้องฝังกลบ และวัสุดที่ไม่ใช้แล้วจากกระบวนการให้เหลือน้อยที่สุด
จัดการความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบจากกระบวนการดำเนินธุรกิจที่มีต่อนิเวศบริการ ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 2568 บริษัท หินอ่อน จำกัด ดำเนินงานภายใต้กรอบแนวทางการพัฒนาด้านความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการโรงงานผลิตหินอ่อน เหมืองหินปูน และเหมืองหินอ่อนให้สอดคล้องกับมาตรฐานการควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการจัดการตามหลักเกณฑ์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผลการประเมินอยู่ในระดับ Green Industry ระดับ 2-3 ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทได้รับ รางวัล Green Mining Continuous Award 2025 จากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อยกย่องการรักษามาตรฐานเหมืองแร่สีเขียวในประเภทเหมืองหินอ่อนและเหมืองหินปูน รวมถึงได้รับเกียรติบัตรด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในปี 2025 บริษัทยังได้รับรางวัล The Outstanding Green Mining Continuous Award 2025 เพื่อยกย่องการรักษามาตรฐานเหมืองแร่สีเขียวต่อเนื่องดีเด่นในประเภทเหมืองแร่ รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความปลอดภัยในกระบวนการผลิต

จากการบริหารจัดการด้านงบประมาณรายจ่ายในส่วนบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท โกล้เด้นไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด_GLE ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างงานส่วนใหญ่เป็นโครงการในส่วนของบริษัท และบริษัทย่อย เพื่อเป็นบริหารรายรับและรายจ่ายตามแผนจัดการความเสี่ยงและการบริหารจัดการงบประมาณให้ได้ประสิทธิภาพ ได้มีการปรับโครงสร้างสายงานของบริษัทโดยมีการเพิ่มหน่วยงานวิศวกรและโครงการ และย้ายบุคคลากรในตำแหน่งวิศวกรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจาก GLE เพื่อรับผิดชอบดูแลส่วนงานวิศวกรและโครงการของบริษัท โดยสายงานที่ตั้งขึ้นใหม่จะรายงานตรงต่อรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติ โดยสายงานดังกล่าวจะรับผิดชอบงานด้านโครงการลงทุน งานด้านการปรับปรุงกระบวนการ และวิศวกรรมต่าง ๆ ของโครงการลงทุนที่สำคัญโดยมีผลตั้งแต่ 1 กันยายน 2567
เดิมสายงานทรัพยากรบุคคลมีสายบังคับบัญชาในการรายงานตรงต่อรองกรรมการผู้จัดการภายหลังการสรรหาบุคลากรรองรับแผนสืบทอดตำแหน่งที่สำคัญเพื่อดูแลการพัฒนาและแผนงานด้านทรัพยากรและจากการสรรหาบุคลากรใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสฝ่ายงานทรัพยากรบุคคล ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายงานทรัพยากรบุคคลซึ่งจะเกษียรอายุในปี 2568 ให้รายงานตรงต่อผู้บริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567
เดิมผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดสายงานบัญชีและการเงินได้ปรับเปลี่ยนจากการรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการโดยขึ้นตรงต่อผู้บริหารอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งปรับเลื่อนจากผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์และควบคุมการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 สำหรับแผนรองรับการปรับเปลี่ยนตามแผนการสืบทอดตำแหน่งงานที่สำคัญที่ได้มีการเตรียมความพร้อมจากแผนการเกษียรของบุคลากร
มุ่งสร้างความหลากหลายและความมั่นคงทางวัตถุดิบ ผลักดันยอดขาย และสร้างกำไรจากการดำเนินงาน เพื่อยกระดับกำไรสุทธิ
มุ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายปูนขาว แคลเซียมคาร์บอเนตผง และผลิตภัณฑ์จากหินอ่อน ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการอย่างมีความรับผิดชอบ

พัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่พัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(A) ช่วงโซนทำความร้อนปูนก่อนกระบวนการเผา (Preheating Zone)
(B) ช่วงโซนการเผาไหม้ (Burning Zone)
(C) ช่วงโซนการทำความเย็นเพื่อระบายร้อนของปูนขาวที่เผาสุกก่อนออกจากเตา (Cooling Zone)
โดยเทคโนโลยี PFR เป็นการใช้หลักการในการใช้หมุนเวียนนำความร้อนส่วนเกินที่เหลือได้จากก๊าซส่วนที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการเผาไหม้ (Waste Gas) จากปล่องที่กำลังเผาไหม้ หมุนวนกลับไปใช้ยังปล่องที่เตรียมการเผาใน Preheating Zone โดยนำพลังงานส่วนเกินและการใช้พลังงานความร้อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาด้านวิศวกรรมการออกแบบดังกล่าวสอดคล้องตามเป้าหมายและกลยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดสร้างเป็นนวัตกรรมการผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งเสริมต่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ EOD Lime จากสัญญา Purchase Agreement Kiln ตามโครงการ Kurnia 2 โดยบริษัท โกลเด้น ไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (บริษัทย่อย) ได้จัดส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามสัญญาครบถ้วน และลูกค้าได้ทำการติดตั้งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ หลังจากมีการหยุดชลอโครงการนานกว่า 2 ปี ซึ่งผลความคืบหน้าในการตรวจสอบกระบวนการโครงการ Kurnia 2 ทำการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยมีความคืบหน้า 90% และคงค้างส่วนงานที่รอกระบวนการ Commissioning อีก 10% ซึ่ง โครงการ Kurnia 2 เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเตาเผาปูนขาวของไทยและเป็นแบรนด์ EOD Lime Kiln ลำดับที่ 4 สำหรับกำหนดที่คาดว่าโครงการจะเสร็จสมบูรณ์สามาถเดินเครื่องจักรเพื่อการผลิตภายในไตรมาส 2 ปี 2568

ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพทั้งกระบวนการผลิตของบริษัทและของลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยการผลิตสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม และให้คำแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในราคาที่แข่งขันได้
ในปี 2567 มีการพัฒนาด้านกระบวนการผลิตสินค้าไฮเดรตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการลงทุนโครงการ Replace hydrated lime Classifier มูลค่า รวม 5.5 ล้านบาท เพื่อพัฒนากระบวนการในการผลิตสินค้าไฮเดรต ให้มีคุณสมบัติด้านขนาดและความละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการ โดยพิจารณาความสำคัญและความจำเป็นในการลงทุนในการตอบสนองต่อเป้าหมายและกลยุทธ์การมุ่งเน้นลูกค้า สำหรับโครงการลงทุนในเครื่องจักรหลักตามโครงการจะมีการติดตั้งเครื่อง Classifier สำหรับปรับขนาดของปูนไฮเดรตให้มีความละเอียดมากขึ้น โครงการใช้ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน ดำเนินการโดยฝ่ายงานวิศวกรและโครงการ หรือส่วนวิศวกรรมของ GLE ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2567

โดยระหว่างปี 2567 มีการพัฒนากระบวนการในการผลิตปูนขาวสำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา โดยการลงทุนในการปรับแต่งกระบวนการผลิตสำหรับการผลิตปูนเกรดจัดส่งในอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา โดยมีมูลค่าการลงทุนโดยประมาณ 5.5 ล้านบาท สำหรับโครงการลงทุนนี้ SUTHA ได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพปูนเกรด Mill Lime AAC ให้ได้คุณสมบัติตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มผลิตอิฐมวลเบา เพื่อให้สินค้าปูนขาวสำหรับใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมอิฐมวลเบาตอบสนองต่อความต้องการมากขึ้น โดยระยะเวลาดำเนินการตามโครงการ จำนวน 90 วัน โดยมีการติดตามควบคุมดำเนินการทั้งด้านการออกแบบ จัดหาเครื่องจักร และการติดตั้งเครื่องจักรโดยทีมวิศวกร และโครงการ หรือส่วนวิศวกรรมของ GLE

รักษาการเติบโตทางธุรกิจให้มีความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อผู้มีส่วนได้เสีย
ในปี 2567 เป้าหมายการเติบและสร้างผลกำไรระยะยาวยังไม่เห็นผลแสดงแนวโน้มการเติบโตเชิงเศรษฐกิจ จากตัวชี้วัดด้านการเงินเนื่องด้วยการแข่งขันในธุรกิจที่มีค่อนข้างสูง รวมถึงสภาวะอันเกิดจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงความต้องการจากกลุ่มลูกค้าและการแข่งขันด้านราคาคงส่งผลให้การบรรลุสู่เป้าหมายการเพิ่มขึ้นของฐานรายรับยังไม่เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยและผลกระทบต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงและการพัฒนาในด้านต่าง ๆ บริษัทยังคงความสามารถเพื่อการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบ เผชิญความท้าทาย และคงความสามารถในการแข่งขัน การรักษาฐานทางการตลาด ฐานรายรับที่มั่นคง รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่มีแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้น จากการบริหารจัดการต้นทุน และการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงและบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ได้ประสิทธิภาพ
ด้านการพัฒนากระบวนการและมาตรฐานดำเนินการตามกรอบความยั่งยืน จากเป้าหมายในการพัฒนาระบบและกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดรับการพัฒนาด้านความยั่งยืนโดยมีมาตรฐานและกระบวนการที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านตัวชี้วัดในการเข้าร่วมประเมินผลและจัดลำดับด้านความยั่งยืน “ESG Rating” ซึ่งผลประเมินในปี 2567 ปรับระดับเป็น “AA” ซึ่งพัฒนาจากระดับ “A” ในปีก่อน

สร้างและบูรณาการการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกบริษัทภายใต้การบริหารจัดการ โดยมีระบบและกระบวนการควบคุมภายในที่แข็งแกร่ง และการบริหารความเสี่ยงที่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ด้วยผลประเมินผ่านโครงการ CGR Score ปี 2567 มีคะแนนและผลประเมินในระดับสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ผ่านตัวชี้วัด การประเมินผลด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้เจตนารมย์และความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาและการปรับปรุงทุกจุดดำเนินการโดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุตามเจตนารมย์การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสภายใต้การผู้นำ จริยาธรรมทางธุรกิจ และบรรษัทภิบาล



