“เป็นผู้นำด้านการผลิตปูนขาวและแปรรูปแร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ด้วยการส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าหลัก คือ ปูนขาว หรือ แคลเซียมออกไซด์ (Calcium Oxide) และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide บริษัทมีโรงงานผลิต จำนวน 4 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี และสระบุรี

บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน)
89 อาคารคอสโม ออฟฟิต พาร์ค ชั้น 6 ยูนิตเอช
ถนนป๊อบปูล่า ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120
เมนูการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านสังคม

ด้านเศรษฐกิจ

ด้านสังคม

Sustainability

การพัฒนาที่ยั่งยืน

การจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดูรายละเอียดนโยบายฉบับเต็มได้จากเอกสารดาวน์โหลด

Climate Change Management

การจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทำความเข้าใจบริบทความเสี่ยง

Climate change from drought to green growth

ทำความเข้าใจบริบทความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Context)

บริษัทตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดทั้งความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ โดยเนื้อหาส่วนนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงแนวทางจาก Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) ที่จัดทำข้อมูลและแนวทางด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสากล

1. ภาวะโลกร้อน (Global Warming)

ภาวะโลกร้อนหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในระยะยาว ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปัจจุบัน อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1°C เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1850–1900) และหากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1.5°C ในช่วงปี ค.ศ. 2030–2052 ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกมิติ

2. ผลกระทบระหว่างสถานการณ์ 1.5°C และ 2°C

จากการประเมินของ IPCC พบว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ระดับ 2°C จะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงกว่าระดับ 1.5°C อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่

    • ความรุนแรงและความถี่ของภัยพิบัติเพิ่มขึ้น เช่น คลื่นความร้อนและน้ำท่วม
    • ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพได้รับความเสียหายมากขึ้น
    • ความมั่นคงด้านอาหารและทรัพยากรน้ำลดลง

ในทางกลับกัน การจำกัดอุณหภูมิให้อยู่ที่ 1.5°C จะช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงกายภาพ (Physical Risks)

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงกายภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

    1. ความเสี่ยงเฉียบพลัน (Acute Physical Risks) เกิดจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น น้ำท่วม พายุ หรือคลื่นความร้อน ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงักและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
    2. ความเสี่ยงเรื้อรัง (Chronic Physical Risks) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระยะยาว เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้น ภัยแล้งยาวนาน และภาวะความตึงเครียดด้านน้ำ โดยความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และห่วงโซ่คุณค่า

4. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Requirements)

ภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกรอบมาตรฐานสากล เช่น TCFD / IFRS S2 บริษัทตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของบริษัทในฐานะอุตสาหกรรมปูนขาวที่ใช้พลังงานสูงและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต ดังนี้

    • เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy efficiency)
    • พัฒนาพลังงานทางเลือก (เช่น solar / biomass)
    • พัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

การเปลี่ยนผ่านส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคสำคัญ ได้แก่

    • ภาคพลังงาน: เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
    • ภาคอุตสาหกรรม: เพิ่มการใช้เทคโนโลยี low-carbon
    • ภาคการขนส่ง: ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

5. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ (Impact)

    • ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากพลังงาน น้ำ และค่าซ่อมบำรุงภายใต้สภาพอากาศที่รุนแรง
    • ประสิทธิภาพการผลิตลดลงและความเสี่ยง downtime เพิ่มขึ้น กระทบความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
    • ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้เกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพิ่มขึ้น
    • ห่วงโซ่อุปทานขาดความต่อเนื่องจากความผันผวนของการขนส่งและการจัดหาวัตถุดิบ
    • รายได้มีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของความต้องการลูกค้าและสภาวะตลาด

6. แนวคิดจากการวิเคราะห์สถานการณ์ซึ่งองค์กรปรับใช้ (Scenario Concept)

บริษัทนำแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis) มาประยุกต์ใช้ โดยอ้างอิงแบบจำลองเส้นทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Pathways) ที่สอดคล้องกับกรอบ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อประเมินผลกระทบในอนาคตและสนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร

สถานการณ์ Net Zero 2050 (1.5°C Scenario): สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้นสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้การดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็ว เพื่อประเมินในการกำหนดเป้าหมายขององค์กร

สถานการณ์ Delayed Transition (~2–3°C Scenario): สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านที่ล่าช้า จากข้อจำกัดด้านนโยบาย เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ที่สูงขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ High Emissions (>3°C Scenario): สะท้อนถึงกรณีที่การดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจำกัด ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงกายภาพ (Physical Risk) ในระดับสูง (เช่น เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว)

การวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถ:

    • ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ การเงิน และการดำเนินงานในระยะสั้น กลาง และยาว
    • วิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งด้าน Physical Risk และ Transition Risk
    • สนับสนุนการกำหนดกลยุทธ์ด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Climate Resilience) ขององค์กร

7. การเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐาน TCFD/IFRS S2

บริษัทเปิดเผย โครงสร้างการกำกับดูแล กลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยง ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบาย ผลกระทบของ climate risks & opportunities ต่อธุรกิจ การเงิน และกระแสเงินสด ในระยะสั้น กลาง และยาว รายงาน ตัวชี้วัดและเป้าหมายสำคัญ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1, 2, 3) และแผนลดคาร์บอน

นโยบายและการกำกับดูแล

นโยบายและการกำกับดูแลเพื่อจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ โดยได้กำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์

บริษัทมุ่งเสริมสร้างความพร้อมขององค์กรในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ขอบเขตการบังคับใช้

นโยบายนี้ใช้บังคับกับบริษัท บริษัทย่อย และกิจการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

กรอบแนวทางการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

 

บริษัทกำหนดแนวทางการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนี้:

1. Governance, Transparency & Stakeholder Engagement

    • กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
    • แต่งตั้งคณะทำงานหรือหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
    • เปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (เช่น IFRS Sustainability Disclosure Standards)
    • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า

2. Data, Measurement & Carbon Management

    • พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • จัดเก็บและบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับ
    • ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการกำหนดแนวทางและติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3. Technology & Process Innovation

    • ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    • ส่งเสริมการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีในการออกแบบเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเพื่อลดมลพิษ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยก๊าซจากกระบวนการผลิต

4. Energy Efficiency & Resource Optimization

    • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร
    • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

5. Circular Economy & Waste Reduction

    • ลดของเสียและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน
    • ลดปริมาณของเสียและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน
    • ดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การคัดแยกขยะและการจัดการของเสียอย่างถูกต้อง
    • สนับสนุนการเลือกใช้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

6. Green Products & Market Impact

    • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
    • คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนขาวที่ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
    • ขยายการใช้งานผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลูกค้าที่สนับสนุนการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

โครงสร้างและการกำกับดูแล

นโยบายด้านการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท เพื่อกำกับดูแลให้มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนขององค์กร โดยมีโครงสร้างการกำกับดูแล ดังนี้

คณะกรรมการบริษัทมีบทบาทในการอนุมัตินโยบายและกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate) รวมถึงกำกับดูแลผลกระทบ โอกาส และการพิจารณาโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและกำกับการพัฒนาความยั่งยืนทำหน้าที่กำกับดูแลกลยุทธ์ การดำเนินงาน การบูรณาการความเสี่ยงด้าน Climate เข้าสู่ระบบบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) ตลอดจนติดตามผล การรายงาน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้บริหารและฝ่ายจัดการรับผิดชอบในการกำหนดกลยุทธ์ แผนงาน และการจัดสรรทรัพยากร ครอบคลุมถึงระดับหน่วยธุรกิจและโรงงาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีหน่วยงานหรือทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความยั่งยืนเป็นผู้จัดทำแผนปฏิบัติการ ประสานงาน และติดตามผลการดำเนินงาน และในระดับปฏิบัติการ พนักงานทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการ สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในภาพรวม

กลยุทธ์

กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Strategic Approach)

บริษัทกำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว โดยสอดคล้องกับแนวทางระดับสากลและเป้าหมายการพัฒนาสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แนวทางกลยุทธ์หลัก

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Efficiency Improvement)
ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อลดการใช้พลังงานและต้นทุน
  • เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการดำเนินงานของเตาเผา (Kiln)
  • ปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • นำระบบติดตามการใช้พลังงานและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมาใช้
2. การใช้พลังงานทางเลือก (Energy Transition)
เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่แหล่งพลังงานที่สะอาดและหมุนเวียน
  • ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์)
  • เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ชีวมวล (Biomass)
  • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในทุกกระบวนการดำเนินงาน
3. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction)
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และหมุนเวียน
  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3
  • ขับเคลื่อนโครงการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซ (Emission Intensity) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว
4. การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience)
เสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมุนเวียน
  • บูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่ระบบบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM)
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
  • เตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบและผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
5. การพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุน (Technology & Investment)
ใช้เทคโนโลยีและการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและหมุนเวียน
  • ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบพลังงาน)
  • ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีลดคาร์บอนและนวัตกรรมใหม่
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับผลิตภัณฑ์และกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. พันธสัญญาระยะยาว (Long-Term Commitment: Net Zero Pathway)
  • มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มี ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
  • สนับสนุนเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
  • ลด ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Intensity) อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจ

การบริหารจัดการความเสี่ยง

1. ภาพรวม

บริษัทตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะสั้น กลาง และระยะยาว ทั้งในด้านการดำเนินงาน ต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนบริษัทจึงได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยสอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล ได้แก่

    • Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD)
    • IFRS S2: Climate-related Disclosures
    • FTSE Russell ESG Framework

2. การกำกับดูแลความเสี่ยง (Governance)

บริษัทกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ดังนี้:

    • คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) กำกับดูแลภาพรวมและกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ด้านการบริหารความเสี่ยง
    • คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและกำกับพัฒนาความยั่งยืน (Risk Management and Sustainability Development Committee) พิจารณาและติดตามความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงอนุมัติแผนการจัดการความเสี่ยง
    • ฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Management and Relevant Functions) รับผิดชอบในการระบุ ประเมิน และบริหารความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการ บริษัทมีการรายงานและทบทวนประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ และบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM)

3. การระบุความเสี่ยงและโอกาส (Risk & Opportunity Identification)

บริษัทได้ดำเนินการระบุความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมทั้ง 2 มิติหลัก ดังนี้:

3.1 ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks)

บริษัทจำแนกความเสี่ยงทางกายภาพออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

(1) ความเสี่ยงเฉียบพลัน (Acute Physical Risks) ความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น:

    • น้ำท่วมฉับพลัน หรืออุทกภัย
    • พายุรุนแรง
    • คลื่นความร้อน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ:

    • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน
    • การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต
    • ผลกระทบต่อระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน
    • ความไม่ปลอดภัยของพนักงานและชุมชนโดยรอบ

(2) ความเสี่ยงเรื้อรัง (Chronic Physical Risks) ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น:

    • อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    • การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝน
    • ภาวะขาดแคลนน้ำและความเครียดของแหล่งน้ำ
    • ความแห้งแล้งในระยะยาว

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ:

    • ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากการควบคุมอุณหภูมิในกระบวนการผลิต
    • ประสิทธิภาพของเครื่องจักรลดลง
    • ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในกระบวนการผลิต
    • ความเสี่ยงต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
    • ความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

(3) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks)

    • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย กฎระเบียบ และตลาด เช่น:
    • การบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และภาษีคาร์บอน
    • ข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน IFRS S2
    • ความเข้มงวดของสถาบันการเงินต่อธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง
    • การเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

(4) โอกาสทางธุรกิจ (Opportunities) บริษัทมองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น:

    • การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
    • การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
    • การเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนสีเขียว
    • การพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม

4. กระบวนการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

บริษัทใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยงตามกรอบมาตรฐานองค์กร โดยพิจารณาจาก:

    • Likelihood (โอกาสเกิด)
    • Impact (ความรุนแรงของผลกระทบ) โดยกำหนดระดับคะแนนตั้งแต่ 1–5 และคำนวณระดับความเสี่ยงจาก:

Risk Level = Likelihood × Impact

การประเมินผลกระทบครอบคลุม:

    • ผลกระทบทางการเงิน
    • ผลกระทบต่อการดำเนินงาน
    • ผลกระทบต่อชื่อเสียง
    • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย

ระดับความเสี่ยง:

    • ระดับสูงและสูงมาก ต้องดำเนินการจัดการความเสี่ยง
    • ระดับปานกลาง ติดตามและควบคุม
    • ระดับต่ำ เฝ้าระวัง

5. การบูรณาการกับการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Integration with ERM)

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้รับการบูรณาการเข้าสู่กระบวนการ ERM โดย:

    • การประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ
    • การกำหนดผู้รับผิดชอบ (Risk Owner)
    • การติดตามผ่าน Risk Register
    • การรายงานต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

6. ผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impacts)

ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในหลายมิติ:

6.1 การดำเนินงาน

    • การใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิสูง
    • เครื่องจักรทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
    • ความเสี่ยงต่อการหยุดผลิตจากสภาพอากาศแปรปรวนและไฟฟ้าขัดข้อง

6.2 การเงิน

    • ต้นทุนพลังงานและต้นทุนคาร์บอนเพิ่มขึ้น
    • ค่าใช้จ่ายด้านการปรับตัวและการลงทุน
    • ข้อจำกัดหรือโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    • ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด ต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการทำกำไร 

6.3 ห่วงโซ่อุปทาน

    • การขนส่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ
    • ความไม่แน่นอนของวัตถุดิบ

7. แนวทางการบริหารจัดการและมาตรการลดความเสี่ยง

7.1 การจัดการความเสี่ยงทางกายภาพ

    • การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากร
    • การเพิ่มความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต
    • การวางแผน Business Continuity

7.2 การจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน

    • การใช้พลังงานหมุนเวียน
    • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ

7.3 กลยุทธ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

(1) กำหนดเป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี

    • มุ่งเน้นการวางรากฐานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
    • ควบคุมและตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2
    • พัฒนาและเริ่มจัดเก็บข้อมูล Scope 3 (Key categories)  ที่สำคัญภายใต้ห่วงโซ่อุปทาน 
    • ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในกระบวนการผลิต
    • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

โดยเชื่อมโยงผลลัพธ์กับพันธกิจด้าน

    • การลดต้นทุนพลังงาน
    • การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการปฏิบัติการ

(2) กำหนดเป้าหมายระยะปานกลาง 3 – 10 ปี มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนธุรกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    • ลดความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Intensity) อย่างต่อเนื่อง
    • ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิงทางเลือก
    • ครอบคลุมการจัดการ Scope 1, 2 และ Scope 3 ทั้งองค์กรและบริษัทย่อยใน Category ที่สำคัญ
    • พัฒนาและขยายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (เช่น Green Lime)
    • ศึกษาและพิจารณาแนวทางการใช้คาร์บอนเครดิตอย่างเหมาะสม

โดยเชื่อมโยงผลลัพธ์กับพันธกิจด้าน

    • เพิ่มความสามารถแข่งขัน
    • ตอบโจทย์ลูกค้า low-carbon
    • เข้าถึง green financing

(3) กำหนดเป้าหมายระยะยาว > 10 

    • ขับเคลื่อนไปตามกรอบเป้าหมาย Net Zero Emissions ในระยะยาว
    • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1, 2 และ 3 (Key categories) อย่างมีนัยสำคัญ
    • ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรม
    • สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยเชื่อมโยงผลลัพธ์กับพันธกิจด้าน

    • ธุรกิจ resilient ระยะยาว
    • สอดคล้อง Paris Agreement
    • ลดความเสี่ยง stranded assets

7.4 การเชื่อมโยงกับการบริหารความเสี่ยง

บริษัทนำผลการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ประกอบ:

    • การกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์
    • การตัดสินใจลงทุน
    • การพัฒนาแผนลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

7.5 การเชื่อมโยงกับผลกระทบทางการเงิน

การดำเนินกลยุทธ์และเป้าหมายดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถ:

    • ลดต้นทุนพลังงาน
    • ลดต้นทุนคาร์บอนรองรับกฎหมายด้านภาษีคาร์บอนในอนาคต
    • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
    • เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    • เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาด

8. การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)

บริษัทพิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยสรุปดังนี้:

    • Scenario Analysis

Paris Agreement

    • Net Zero (1.5°C)
    • Delayed transition
    • High warming
    • ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน
    • ความเสี่ยงทางกายภาพระยะยาว

9. การติดตามและรายงานผล (Monitoring & Reporting)

บริษัทติดตามความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องผ่านตัวชี้วัด เช่น:

    • GHG intensity
    • Energy intensity
    • % renewable
    • Risk score

และรายงานผ่าน:

    • One Report
    • รายงานความยั่งยืน
    • เว็บไซต์บริษัท

10. การเตรียมความพร้อมตามมาตรฐานสากล

บริษัทเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S1 และ IFRS S2 โดย:

    • พัฒนาระบบข้อมูล
    • ขยายการจัดเก็บ Scope 3 ตาม Category ที่มีความสำคัญ 
    • ปรับปรุงการควบคุมภายใน
    • วางแผนการรายงานระยะยาว

ตัวชี้วัดและกลุ่มเป้าหมาย

ภาพรวมการดำเนินงาน

บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานในการติดตามผล กำหนดเป้าหมาย และปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและกฎระเบียบ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

Metrics and Targets

บริษัทเปิดเผยข้อมูลเชิงปริมาณย้อนหลังเทียบกับปีฐาน 2565/2022 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 การใช้พลังงานรวม การใช้ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ ดีเซล และถ่านหิน พร้อมแสดงผลการเปลี่ยนแปลงเทียบกับปีฐานและสถานะการบรรลุเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและความสามารถในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน

ข้อมูลประกอบตัวชี้วัด การเปิดเผยข้อมูล
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดลดลงประมาณ 22% เมื่อเทียบกับ ปีฐาน 2022 โดยมีการเปิดเผย Scope 1 และ Scope 2 แยกกัน
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้พลังงานรวมลดลงประมาณ 31% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2022
พลังงานหมุนเวียน การเปิดเผยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นส่วนหนึ่งของแผนลด Scope 2 และแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของบริษัท
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซ Scope 1 และ Scope 2 อ้างอิงหลักการของ GHG Protocol และผ่านการรับรองจากผู้ตรวจสอบภายนอกที่ได้รับอนุญาต

ตัวชี้วัดสำคัญ (Key Climate & Energy KPIs)
Performance – 3 Years + Baseline (ปี พ.ศ. 2565/ ค.ศ. 2022)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions)

Year Scope 1 Scope 2 Scope 3 Other รวม
(tCO2e)
tCO₂e
Per Kgs
Product
% Change
2565 (Baseline) 422,930 11,169 N/A 81 434,099 0.00122 to compare
baseline
2566 340,369 10,221 N/A 59 350,590 0.00118 -19%
2567 352,718 9,757 N/A 81 362,475 0.00120 -16%
2568 329,123 8,849 N/A 193 337,972 0.00117 -22%
Year Scope 1 Scope 2 Scope 3 Other (tCO2e) tCO₂e
Per Kgs
Product
% Change
2022 (Baseline) 422,930 11,169 N/A 81 434,099 0.00122 to compare
baseline
2023 340,369 10,221 N/A 59 350,590 0.00118 -19%
2024 352,718 9,757 N/A 81 362,475 0.00120 -16%
2025 329,123 8,849 N/A 193 337,972 0.00117 -22%

Disclosure interpretation:

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมลดลงประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565/2022 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลบางประเภท และการบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

การใช้พลังงานรวม (Total Energy Consumption)

Year Total Energy Consumption (MWh) %
2565 (Baseline) 460,746 Change to
compare baseline
2566 342,936 -26%
2567 341,866 -26%
2568 316,052 -31%
Year Total Energy Consumption (MWh) %
2022 (Baseline) 460,746 Change to
compare baseline
2023 342,936 -26%
2024 341,866 -26%
2025 316,052 -31%

Insight:

การใช้พลังงานรวมลดลงประมาณ 31% จากปีฐาน สะท้อนผลจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การควบคุมการใช้เชื้อเพลิง และการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง

การใช้ไฟฟ้า (Electricity Consumption)

Year Total Energy Consumption (MWh) %
2565 (Baseline) 23,512 Change to
compare baseline
2566 20,445 -13%
2567 19,516 -17%
2568 18,629 -21%
Year Total Energy Consumption (MWh) %
2022 (Baseline) 23,512 Change to
compare baseline
2023 20,445 -13%
2024 19,516 -17%
2025 18,629 -21%

ผลลัพธ์:

การใช้ไฟฟ้าลดลงประมาณ 21% จากปีฐาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมใน Scope 2

พลังงานทดแทน (Renewable Energy – Solar)

Year Total Energy Consumption (MWh) %
2565 (Baseline) 3,384,229 Change to
compare baseline
2566 3,343,079 -1%
2567 3,395,754 0%
2568 3,176,918 -6%
Year Total Energy Consumption (MWh) %
2022 (Baseline) 3,384,229 Change to
compare baseline
2023 3,343,079 -1%
2024 3,395,754 0%
2025 3,176,918 -6%

Insight:

พลังงานแสงอาทิตย์เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่าย และสนับสนุนการบริหาร Scope 2 ในระยะยาว.
บริษัทจะติดตามสัดส่วนพลังงานทดแทนต่อการใช้ไฟฟ้ารวม เพื่อให้สามารถเปิดเผยความคืบหน้าเชิงปริมาณได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต.

การใช้เชื้อเพลิง (Fuel Consumption)

 

    • ดีเซล (Diesel)
Year Diesel ( litres) %
2565 (Baseline) 1,154,674 Change to
compare baseline
2566 1,096,672 -5%
2567 1,013,534 -12%
2568 871,637 -25%
Year Diesel ( litres) %
2022 (Baseline) 1,154,674 Change to
compare baseline
2023 1,096,672 -5%
2024 1,013,534 -12%
2025 871,637 -25%

การใช้น้ำมันดีเซลลดลงประมาณ 25% จากปีฐาน สะท้อนมาตรการควบคุมการขนส่งและการใช้ยานพาหนะ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์

    • ถ่านหิน (Coal)
Year Fuels ( Tons) %
2565 (Baseline) 55,755 Change to
compare baseline
2566 47,496 -15%
2567 39,554 -29%
2568 32,466 -42%
Year Fuels ( Tons) %
2022 (Baseline) 55,755 Change to
compare baseline
2023 47,496 -15%
2024 39,554 -29%
2025 32,466 -42%

การใช้ถ่านหินลดลงประมาณ 42% จากปีฐาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงคาร์บอนสูง และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท

ตารางเป้าหมายและผลการดำเนินงาน (Target vs Performance)

เป้าหมาย ปีฐาน เป้าหมาย ผลการดำเนินงานล่าสุด สถานะ
ลดการใช้ไฟฟ้า 2565 ≥7% -21% บรรลุ
ลดการใช้เชื้อเพลิง 2565 ≥5% -33% บรรลุ
เพิ่มพลังงานทดแทน 2565 จากปีฐาน ~3.17M kWh ดำเนินการ
ลดความเข้มพลังงาน 2565 ต่อเนื่อง ดีขึ้น บรรลุ
ลด GHG emissions 2565 ต่อเนื่อง -22% บรรลุ
เป้าหมาย ปีฐาน เป้าหมาย ผลการดำเนินงานล่าสุด สถานะ
ลดการใช้ไฟฟ้า 2022 ≥7% -21% บรรลุ
ลดการใช้เชื้อเพลิง 2022 ≥5% -33% บรรลุ
เพิ่มพลังงานทดแทน 2022 จากปีฐาน ~3.17M kWh ดำเนินการ
ลดความเข้มพลังงาน 2022 ต่อเนื่อง ดีขึ้น บรรลุ
ลด GHG emissions 2022 ต่อเนื่อง -22% บรรลุ

เป้าหมายตามช่วงเวลา (Time Horizon Targets)

ระยะเวลา เป้าหมาย
ระยะสั้น (1–3 ปี) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคุมการปล่อย Scope 1 และ Scope 2 และรักษาระบบติดตามข้อมูลให้พร้อมต่อการทวนสอบ
ระยะกลาง (3–10 ปี) ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขยายการจัดเก็บข้อมูล Scope 3 ในหมวดที่มีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่า
ระยะยาว (>10 ปี) มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และพิจารณาแนวทาง Net Zero Emissions ที่สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมและความพร้อมของเทคโนโลยี

ผลกระทบทางการเงินและความเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ (Financial Relevance)

    • ลดความเสี่ยงจากต้นทุนไฟฟ้า โดยการใช้ไฟฟ้าลดลงประมาณ 21% จากปีฐาน
    • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงคาร์บอนสูงและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง
    • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง
    • สนับสนุนความพร้อมต่อการประเมิน ESG ของผู้ลงทุนและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวในอนาคต

ความน่าเชื่อถือของข้อมูล

    • จัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงหลักการของ GHG Protocol
    • เปิดเผยข้อมูลตัวชี้วัด เป้าหมาย ปีฐาน และความคืบหน้า เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสตามแนวทางการประเมินด้าน ESG
    • มีการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 โดยผู้ทวนสอบที่ได้รับอนุญาต และอยู่ระหว่างพัฒนาความครอบคลุมของข้อมูล Scope 3

 แผนการพัฒนา

    • ขยายการเปิดเผยข้อมูล Scope 3 ให้ครอบคลุมหมวดที่มีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่า
    • กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณระยะกลางและระยะยาวสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเข้มข้นพลังงาน
    • เพิ่มการเปิดเผยสัดส่วนพลังงานทดแทนต่อการใช้ไฟฟ้ารวม และแผนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในอนาคต